วันที่
01
กันยายน พ.ศ. 2548
ปีที่ 26
ฉบับที่ 11
สโมสรศิลปวัฒนธรรม
ดร.พร
วิรุฬห์รักษ์ virulrak@hotmail.com
ต้นแบบห้องสมุดของศตวรรษที่ ๒๑ เมื่อ "เราทุกคน"
คือผู้ร่วมออกแบบ กรณีศึกษาของ Seattle Public Library (๒)
Fact
Sheets
สถิติล่าสุดของผู้ที่มาเยี่ยมชมห้องสมุด คือ ๑๒,๐๐๐
คนต่อวัน ประชากรทั้งหมด ๘๐% ของเมืองมีบัตรห้องสมุด
ผู้คนมาที่นี่เหมือนมานั่งพักผ่อนด้วยกิจกรรมที่เปี่ยมไปด้วยปัญญาแต่บรรยากาศเป็นไปอย่างง่ายๆ
ไม่เป็นทางการและเครียดมากเหมือนกับห้องสมุดทั่วๆ ไป ความสัมพันธ์ของ Space
ไม่เหมือนที่อื่นๆ ห้องเล็กเชอร์จัดอยู่ตรงทางเข้า
คนเข้ามาก็จะเห็นได้เลย แต่จะเข้าไปไม่ได้ต้องเข้าจากข้างล่าง
ชั้นล่างสุดคือชั้นเด็กเล็กๆ ที่มีกิจกรรมและ space
ที่หลากสีสำหรับเด็กๆ โดยที่ให้เด็กๆ เล่นและส่งเสียงดังได้ตามสบาย
บุคคลที่ทางห้องสมุดให้ความสนใจมากคือ ๑. เยาวชน ๒. คนที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้
ทางห้องสมุดเห็นว่าเป็นภาระที่จะทำให้คนเหล่านี้ผ่านขั้นแรกของทางสู่การเป็นประชากรที่มีคุณภาพคือการใช้ภาษาอังกฤษได้ดี
กาแฟ กินได้ชั้นล่างทุกมุม มีงานศิลปะอยู่ในเกือบทุกๆ จุด วัสดุตกแต่งภายใน
เป็นวัสดุที่สามารถทดแทนได้และเกิดจากการผลิตที่ไม่เป็นพิษต่อธรรมชาติ (Sustainable
Materials) การวางระบบหมุนเวียนหนังสือด้วยเครื่องอ่านบาร์โคด
เป็นเครื่องจักรจัดหนังสือขนาดใหญ่ ผนังภายนอกอาคารส่วนใหญ่ทำจาก Mesh Glass
(ตาข่ายที่ถักหนาๆ) ที่ปกป้องความร้อนจากแสงธรรมชาติ
โครงสร้างอาคารออกแบบพิเศษ เป็นระบบผสมทั้งโครงสร้างเสาคอนกรีตที่มีการหักมุม (Bended
Column) และโครงถักเหล็ก (Steel Trusses)
ที่รับน้ำหนักเฉพาะที่และมีขนาดไม่เท่ากัน
โดยที่ต้องรับแรงกระทำด้านข้างจากแผ่นดินไหวด้วย
(ความเดิมหลังจากฉบับที่แล้ว) หลังจากที่การประกวดแบบสิ้นสุด
ขั้นตอนถัดไปคือการสื่อสาร โดยในความเป็นจริงแล้ว การประกวดแบบทั่วๆ ไปนั้น
หลังจากการประกวดแบบจบลง
ขั้นตอนต่อไปคือการเริ่มพัฒนาแบบโดยที่สถาปนิกจะทำแบบโดยพัฒนามาจากความคิดที่ได้แสดงให้คนเห็นไปแล้วในขั้นตอนการประกวดให้ละเอียดมากขึ้น
แต่ในขั้นตอนนี้สำหรับโครงการห้องสมุดประจำเมืองซีแอตเติล
มีความแตกต่างกับการประกวดแบบที่อื่นๆ ในโลก โดยที่จริงๆ
แล้วคณะกรรมการตัดสินไม่ได้เลือก Rem Koolhaas
ด้วยงานออกแบบของเขา แต่เลือกเขาด้วย ๑. Credibility
ความสำเร็จของโครงการสาธารณะอื่นๆ ที่เขาทำมาก่อนแล้ว ๒. I nterpretation
แนวความคิดในการตีความความหมายของห้องสมุดในแบบที่ไม่เหมือนกับที่เคยมีมา และ ๓.
Continuation of Public Input ตามคำสัญญาที่ Rem Koolhaas
ให้ไว้ว่า
เขาไม่ต้องการที่จะให้การพัฒนาแบบหยุดลงเมื่อการประกวดแบบตัดสินเสร็จสิ้น
แต่ต้องการให้มีการเสนอแนวความคิดของทุกๆ
คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับห้องสมุดแห่งนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในขั้นตอน
ดังนั้นการเดินทางก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง
ในครั้งที่แล้วคณะกรรมการทั้งหมดเดินทางไปยุโรป เพื่อเยี่ยมชมอาคารใน ๓-๔ ประเทศ
ตัดสินระหว่างการเลือก Steven Holl หรือ Rem
Koolhaas ในครั้งนี้คือการเดินทางที่มีจุดประสงค์ต่างไป
นี่คือการเดินทางเพื่อเยี่ยมชมห้องสมุดอันดับต้นๆ ของโลกที่สร้างใหม่
เป็นการส่งทีมงานที่ประกอบด้วยตัวแทนทั้งจาก OMA Office (ของ
Rem Koolhaas) และตัวแทนจากองค์กรห้องสมุด ไปยังที่ต่างๆ
เพื่อเรียนรู้ว่าห้องสมุดใหม่ๆ เหล่านี้มีที่มาอย่างไรและทำไมจึงประสบความสำเร็จ
ห้องสมุดเหล่านี้ ได้แก่ Nationale ในปารีส Staats
Bibliothek ในนครเบอร์ลิน ห้องสมุดแห่งเมืองฟินิกซ์ ในรัฐแอริโซนา
แห่งสหรัฐอเมริกา ฯลฯ
นอกจากทีมที่ไปดูงานห้องสมุดก็มีอีกทีมที่ไปดูในเรื่องเกี่ยวกับระบบไฮเทค
โดยมีการเยี่ยมชมสถาบันต่างๆ
เกี่ยวกับการพัฒนาระบบเทคโนโลยีตั้งแต่บริษัทยักษ์ใหญ่ในท้องถิ่นอย่าง
Microsoft ไปจนถึง Media Lab ใน
Massachusetts Institute of Technology (MIT)
ตลอดจนองค์กรที่มีเครือข่ายเรื่องข่าวสารทางเทคโนโลยีสูงๆ เช่น นิตยสาร
Weird เป็นต้น
การสนทนากับ Bill Gates เป็นสิ่งที่
Rem Koolhaas ประทับใจที่สุด เนื่องจาก Bill Gates
บอกกับ Koolhaas ว่า Koolhaas
น่าจะคิดว่าเทคโนโลยีควรจะถูกสร้างสรรค์ออกมาอย่างไรให้เหมาะกับงานออกแบบที่กำลังจะเกิดขึ้นมากกว่าการที่จะออกแบบอาคารแห่งนี้ให้เหมาะกับทิศทางของการพัฒนาเทคโนโลยีที่มีในปัจจุบัน
คนต้องเป็นผู้สร้างความต้องการที่จะให้เทคโนโลยีเป็นไปอย่างที่เขาต้องการ
ไม่ใช่ทำทุกอย่างในข้อจำกัดของเทคโนโลยี
และนี่ดูเหมือนจะเป็นประโยคที่ Koolhaas
บอกไว้ว่า เป็นประโยคที่ Droveit home for us (เป็นภาษากีฬาเบสบอล
หมายถึงการเข้าไปสู่โฮมรันความเป็นจุดที่สบายและปลอดโปร่ง-แผลงเป็นความสำเร็จ)
ณ จุดนี้ OMA ได้ข้อสรุป ๒ อย่าง คือ ๑.
ถึงแม้จะมีการอ่านและใช้ข้อมูลผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์มากแต่หนังสือต้องยังอยู่
เพราะแม้แต่ Bill Gates
เองก็ยังบอกว่าผมไม่สามารถอ่านหนังสือก่อนนอนให้ลูกฟังผ่านทางจอคอมพิวเตอร์ได้ ๒.
หน้าที่ของห้องสมุดต่อสังคมต้องมีความเปลี่ยนแปลง และขยายออกไปซึ่งเป็นสิ่งที่
Seattle Library ทำมาโดยตลอด แต่ Rem Koolhaas
ต้องการจะนำกิจกรรมเหล่านี้มาเป็นกิจกรรมหลักไม่ใช่กิจกรรมเสริมเหมือนที่เคยเป็นมา
และจากการนำกิจกรรมย่อยมาเป็นกิจกรรมหลักนั้น Function
ที่ออกมาคือ ๓๒% ของฐานข้อมูลทั้งหมดคือหนังสือ และ ๖๘%
เป็นพื้นที่ที่ใช้เพื่อกิจกรรมอื่นๆ โดยกิจกรรมเหล่านี้ได้แก่ ห้องเรียน
พื้นที่ใช้อินเตอร์เน็ต ห้องประชุม ฯลฯ และพื้นที่ทั้ง ๒
กลุ่มจะมีความยืดหยุ่นของการใช้สอยซึ่งกันและกัน
โดยเมื่อแนวความคิดนี้ถูกนำเสนอไปสู่ผู้บริหารของห้องสมุดนั้น
ผู้บริหารก็ไม่สามารถไม่เห็นด้วยได้เนื่องจากโครงการพิเศษทั้งหมดเป็นโครงการที่ทำอยู่แล้วทั้งสิ้นและก็เป็นโครงการที่ต้องการพื้นที่เพิ่มขึ้นทั้งสิ้น
OMA แบ่งพื้นที่ในห้องสมุดแห่งนี้เป็นคร่าวๆ ใน ๒ รูปแบบ ได้แก่
Stable Area หรือพื้นที่ที่มีความหยุดนิ่ง
มีกิจกรรมที่ทำนายได้ว่าจะเป็นเช่นไร และเป็นกิจกรรมที่เป็นพื้นฐาน และอีกรูปแบบคือ
Unstable Area
ที่ได้แก่พื้นที่ที่ไม่สามารถคาดเดาได้ว่ากิจกรรมจะออกมาเป็นเช่นไร
เป็นกิจกรรมของอนาคตที่ยังไม่สามารถทำนายได้ และใน ๒ ส่วนนี้ OMA
ได้ค้นพบว่าในส่วนของ Stable Area ได้แก่
ส่วนธุรการ ส่วนจัดเก็บหนังสือที่เป็น Spiral (จะอธิบายต่อไป)
ซึ่งสามารถขยายได้ ส่วนห้องประชุม (ที่ให้คนนอกเข้ามาใช้) ส่วนพนักงาน
(เป็นส่วนที่ใช้สั่งหนังสือใหม่ ซ่อมหนังสือ และจัดหมวดหมู่)
และสุดท้ายได้แก่ส่วนพื้นที่จอดรถ OMA
ได้คิดแบบโดยเรียกพื้นที่เหล่านี้ให้เป็นกล่องที่มีความเป็นอิสระในตัวเอง
โดยแต่ละกล่องมีระบบสนับสนุน เช่น ระบบเครื่องกล และโครงสร้างเป็นของตัวเอง
OMA ได้จัดกล่องเหล่านี้เปลี่ยนไปมาในตำแหน่งต่างๆ
บนที่ตั้งจนกระทั่งเกิดความสมดุลและ "พื้นที่ว่างระหว่างกล่อง"
เหล่านี้
กลายเป็นพื้นที่ที่ผู้ที่เข้ามาในห้องสมุดมานั่งอ่านหนังสือและหาข้อมูลต่างๆ
นั้นเอง พื้นที่ระหว่างกล่องนี้ก็ได้แก่ ห้องอ่านหนังสือ (Reading Room)
ห้อง Online Catalogue ห้องนั่งเล่นพักผ่อน
ห้องอ่านหนังสือเด็กและห้องสำหรับผู้ใช้ภาษามากกว่า ๑ ภาษา (Multilingual
Patrons)
"จริงๆ แล้วในขั้นตอนนี้ก็ยังนับว่าคร่าวมาก" Ramus
สถาปนิกหุ้นส่วนของ Rem Koolhaas
กล่าวไว้ว่า "เรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ห้องน้ำจะอยู่ตรงไหน ทางหนีไฟจะไปทางไหน
แต่เรารู้ทิศทางของการออกแบบอย่างชัดเจนมาก เรารู้ว่าพวกรายละเอียดย่อยๆ ต่างๆ
นั้นสามารถจัดการได้ทีหลัง"
ขั้นตอนออกแบบที่ไม่ค่อยนิ่งและมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเหล่านี้อาจจะดูเหมือนทำให้เวลาในการออกแบบช้าลง
แต่ว่าก็เป็นการทำให้คณะกรรมการของห้องสมุดได้เข้ามามีส่วนร่วมในทุกๆ
ขั้นตอนและสามารถเสนอข้อสังเกตต่างๆ
เพื่อลดความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นในการพัฒนาแบบขั้นรายละเอียดถัดๆ ไปได้
Nancy Pearl
บรรณารักษ์ที่เป็นที่เคารพในหมู่พนักงานของระบบห้องสมุดแห่งเมืองซีแอตเติล
เป็นผู้ที่มีความเห็นเกี่ยวกับรูปแบบในอนาคตของห้องสมุดแห่งนี้แตกต่างออกไปแต่ก็อยู่ในความเป็นไปได้ของช่องทางที่เปิดกว้างเอาไว้จากเหล่าสถาปนิก
โดยเธอได้ให้ความเห็นว่า แทนที่ตัว Trend
ของห้องสมุดจะเป็นการเดินทางออกจากหน้าที่ที่เคยเป็นมาในอดีตไปสู่ประโยชน์ใช้สอยอื่นๆ
เธอกลับเห็นว่าหน้าที่ของห้องสมุดเหล่านี้กลับมุ่งหน้ากลับคืนสู่จุดดั้งเดิมคือการเป็นศูนย์กลางการศึกษาของชุมชนซึ่งนับวันห้องสมุดแห่งนี้มีแต่จะทำมากขึ้นๆ
"ในสมัยเมื่อราวๆ
ร้อยปีก่อนที่ผู้อพยพมากมายย้ายถิ่นฐานมาสู่ประเทศของเรา [สหรัฐอเมริกา]
โดยผ่านทางมหานครนิวยอร์กนั้น
สิ่งแรกที่พวกเขาทำคือการค้นหาห้องสมุดสาธารณะเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรม ภาษา
ปรัชญาของประเทศของเรา และแน่นอนว่าเพื่อหาสิ่งที่น่าสนใจอ่านอีกด้วย
ดิฉันเชื่อว่าประโยชน์ใช้สอยตัวนี้ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นโดยเฉพาะเมื่อถูกนำมาอยู่ในอาคารที่มหัศจรรย์แห่งนี้"
The Spiral
จะเป็นความบกพร่องอย่างยิ่งถ้าเล่าเรื่องเกี่ยวกับอาคารห้องสมุดแห่งนี้โดยไม่พูดถึงเรื่องเกี่ยวกับระบบการจัดหนังสือที่เป็นทางเดินแบบ
"เวียน" หรือ Spiral
เพราะมันจะกลับไปสู่คำถามที่ว่า How can humans organize and contain the
universe of knowledge? (มนุษย์จะจัดการและสร้างกรอบของระบบจักรวาลของความรู้เหล่านี้ได้อย่างไร)
คำตอบที่ออกมาส่วนใหญ่คือ ไม่ได้ แล้วคำถามต่อมาก็คือ Why do they keep
trying? (ทำไมเรายังพยายามทำกันอยู่)
โจทย์ที่ OMA สรุปโดยตั้งจุดมุ่งหมาย ๒ ข้อ
สำหรับประเด็นนี้ได้แก่ ๑. รูปแบบการออกแบบที่ไม่เหมือนใคร (ในเชิงของความงามที่ต้องการฉีกไปจากการจัดหนังสือให้เป็นตู้เรียงๆ
กันไป) และ ๒. ความไม่แน่นอนของอนาคตในเรื่องข้อมูล องค์ความรู้
และรูปแบบของสื่อที่จะเกิดขึ้น
คำตอบที่ OMA ทำออกมาคือ
แทนที่จะนำหมวดหนังสือต่างๆ
มาแยกชั้นออกจากกันแล้วเชื่อมการสัญจรระหว่างชั้นด้วยบันไดหรือลิฟต์อย่างที่เคยทำกันมานั้น
OMA ใช้วิธีการนำพื้นที่ชั้นต่างๆ
มาปรับให้เชื่อมต่อกันด้วยทางเดินเวียน (เหมือนกับบันไดเวียนแต่เป็นทางเดินที่มีความชันต่ำมาก)
ซึ่งคำตอบตัวนี้ตอบปัญหาทั้ง ๒ ข้อ คือ
การออกแบบที่ไม่เหมือนใครและความยืดหยุ่นในการลดหรือขยายหมวดหนังสือต่างๆ (เนื่องจากไม่มีข้อจำกัดของพื้นที่แต่ละชั้นอีกต่อไปเพราะพื้นที่พันกันไปหมด)
อย่างไรก็ตามเมื่อวิธีการจัดเรียงแบบใหม่นี้ถูกนำไปเสนอต่อสาธารณชนแล้วผลที่ตามมาก็นับว่ามีทั้งบวกมาก
และลบ
ถ้าย้อนกลับไปในครั้งก่อนเมื่อปี ๑๙๙๙
ในช่วงที่กำลังออกแบบอยู่นั้น Deborah Jacobs (ที่กล่าวไว้ในตอนที่แล้ว)
ได้มอบหมายข้อกำหนดให้กับทีมออกแบบ (OMA-สถาปนิกหลัก,
LMN-สถาปนิกร่วมประจำท้องถิ่น และ Bruce Mau
นักออกแบบสัญลักษณ์และกราฟิกอันดับต้นๆ ของโลก ที่มาร่วมทีมทีหลัง)
ให้คำนึงถึงความยืดหยุ่นของการใช้สอยห้องสมุดแห่งนี้ในอีก ๒๕ ปีข้างหน้า
และต้องการให้การจัดหมวดในระบบ Dewey Decimal System (ระบบการเรียงหนังสือจากหมวด
๐๐๐-๙๐๐ หรือจะเรียกได้ว่าเป็นระบบจัดหนังสือที่มีความต่อเนื่องสูงสุด (Deborah
และคณะกรรมการ
คิดมาแล้วว่าการทำให้ต่อเนื่องตัวนี้จะเป็นการแก้ปัญหาเรื่องความยืดหยุ่นในระดับหนึ่ง)
ระบบการจัดเป็นสิ่งที่ยากสำหรับทีมออกแบบเพราะเป็นเรื่องที่ยากที่จะคาดเดาว่าในอนาคตนั้นหนังสือหมวดไหนจะเป็นหนังสือหมวดที่องค์ความรู้จะขยายใหญ่ขึ้นและหมวดไหนที่จะลดลง
(ตามสัดส่วนไม่ใช่ตามจำนวน) ตัวอย่างเช่นในครั้งก่อน หมวด ๓๐๐
(สังคมวิทยา) และหมวด ๖๐๐ (เทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ประยุกต์)
เคยอยู่ในชั้นเดียวกันมาก่อน แต่ในปัจจุบันหมวด ๖๐๐ ขยายตัวออกไปมาก เป็น ๒-๓
เท่าของที่เคย มีปัญหาที่เกิดชัดเจนคือเรื่องการค้นหาหนังสือ
ที่บรรณารักษ์จะต้องจัดหมวด ๖๐๐ นี้ กระจายไปไว้ในพื้นที่ ๔-๕ จุด
ทำให้เกิดความไม่ต่อเนื่องและไม่เป็นระเบียบ
โจทย์ในแง่ของจำนวนหนังสือนั้นคือ ๑.๔ ล้านเล่ม
ที่รวมออกมาเป็นความยาวของตู้หนังสือประมาณ ๓๐ ไมล์ (ประมาณ ๕๐ กิโลเมตร) ในขั้นแรก
Rem Koolhaas ได้เสนอแนวคิดในการสร้างระบบ Dewey
Decimal System ขึ้นมาใหม่
ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าทางบรรณารักษ์ปฏิเสธ ต่อมา Rem Koolhaas
ก็ได้เสนอระบบการใช้แถบสีในการจัดหมวดหนังสือ ซึ่งทาง Board
ก็ปฏิเสธอีก แต่สุดท้าย Joshua Ramus
ที่เพิ่งกลับมาจากทัวร์ห้องสมุดทั่วโลกได้เสนอแนวความคิดว่า "ลองเอาจำนวนหนังสือที่กางออกมาได้ท่วมเมืองประมาณ
๖ บล็อค แล้วเราลองมาพยายามคิดหาวิธีให้มันอยู่ได้ใน ๑ บล็อคกันดู"
(ใจกลางเมืองใหญ่ๆ ในอเมริกาจะมีการตัดถนนเป็นตารางแนวตั้งแนวนอน หรือ Grid
เพื่อให้เกิดการสัญจรที่คล่องตัว
โดยถนนเหล่านี้จะห่างกันไม่มากแค่ประมาณ ๔๐-๕๐ เมตรเท่านั้น และ ๑
ช่องว่างในตารางถนนนี้คือ ๑ City Block)
Ramus เสนอไอเดียที่ตอบแนวคิดเรื่องความต่อเนื่องของ
Deborah Jacobs ได้โดยตรง
คือการลองนำหนังสือทั้งหมดมาต่อกันเป็นเส้นยาว
แบ่งตามหมวดเสร็จแล้วนำเส้นมาขดให้กลายเป็นเกลียว แต่มีขนาดเล็กพอที่จะอยู่ใน ๑
บล็อค และเมื่อ Deborah Jacobs ได้ฟังแนวคิดนี้
เธอหัวเราะก็ตอบกลับมาว่า "ถ้าขืนเอาแนวคิดนี้มาใช้
ดิฉันต้องโดนไล่ออกจากงานแน่" แต่แล้วในช่วงต่อมา
เธอก็อนุมัติให้สถาปนิกสร้างหุ่นจำลองของแนวคิดอันนี้
โดยไปเช่าที่โรงงานเก่าแห่งหนึ่งมาทำตัว Prototype Model
ของทางลาดที่มีขนาดเท่าของจริงโดยให้คนจริงๆ
ทั้งที่เป็นคนพิการที่ต้องนั่งรถเข็นและคนที่เป็นคนธรรมดาเดินได้มาลองใช้ทางลาดนี้ดู
ผลที่ได้ตอบรับกลับมานั้นเป็นข้อมูลที่น่าสนใจมาก โดย Samuel Miller
ของสำนักงาน LMN ได้กล่าวไว้ว่า "เราได้ค้นพบปัญหามากมายซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องการจะทราบอยู่เหมือนกัน
จากการทำ Mock-up [หุ่นจำลองขนาดเท่าจริง] อันนี้ขึ้นมา"
ปัญหาข้อแรกที่พบคือ
ทางลาดขึ้นที่ออกแบบไว้มีความชันมากเกินไปและมีปัญหาในการเข้าถึงตู้หนังสือจากตัวทางลาดเหล่านี้ซึ่งต้องนำไปสู่การทำ
Mock-up ขนาดเท่าจริงอีก ๒ ครั้ง
และการประชุมกับตัวแทนของกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐอเมริกาที่รับผิดชอบเรื่องการทำสภาพแวดล้อมเพื่อให้คนพิการได้เข้าไปใช้ได้
(ADA- American Disibility Act) อีกหลายๆ ครั้ง
"ถ้าจะพูดกันง่ายๆ นี่คือลานจอดรถนั่นเอง
โดยที่มีหนังสืออยู่แทนที่จะมีรถอยู่" Ramus กล่าว
ฟังดูตัวแนวความคิดหลัก (Concept)
ก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่ายๆ แต่ว่าการนำไปปฏิบัตินั้นเป็นขั้นตอนที่กินเวลานานมาก
โดยเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของ LMN Architects ที่ใช้ทีมงาน
๒๔ คน ในการทำรายละเอียดทุกๆ
อย่างให้ลงตัวทั้งในด้านการออกแบบและก่อสร้างเป็นเวลาถึง ๕ ปี
โดยมีรายละเอียดมากมายที่ Rem Koolhaas เองก็คาดไม่ถึง
(เพราะเป็นคนคิดคอนเซ็ปต์หลัก พอมาถึงการทำให้เป็นจริงในระบบสังคม
กฎหมาย และการก่อสร้างของสหรัฐอเมริกาแล้ว Rem Koolhaas
ทำไม่ได้ ต้องให้ LMN เข้ามาช่วย)
Spiral นี้เป็นทางลาดที่อยู่ในพื้นที่ ๒๐๐ ตารางฟุต (๖๐ ตารางเมตร)
ในโครงสร้างที่มีขนาดความสูง ๔๕ ฟุต (๑๓.๕ เมตร) ความชันของทางลาดนี้โดยเฉลี่ยคือ ๒
องศา หรือสูงขึ้นประมาณ ๓ เมตร ในทุกระยะ ๑๐๐ เมตร และในแต่ละจุดย่อยๆ
จะมีบางจุดที่ความลาดมากและลาดน้อย เพื่อความเหมาะสมในการสัญจรที่คล่องตัว
ซึ่งต้องชมเชย LMN
และผู้รับเหมาก่อสร้างห้องสมุดแห่งนี้เป็นอย่างยิ่งในเรื่องของงานคอนกรีตที่มีความสลับซับซ้อนมากเนื่องจากมีทางลาดมากมาย
แต่ทำออกมาได้เรียบร้อยเป็นอย่างดี
BMD (Bruce Mau Design) ได้ช่วยในการ Navigate
หรือค้นหาหมวดหนังสือจากระยะทางไกลๆ บน Ramp
ได้โดยทำเลขหมวดหนังสือขนาดความสูง ๘ นิ้ว วางอยู่บนพรม
ผู้คนที่เดินอยู่บน Ramp จากชั้นสูงๆ
ก็จะเห็นได้ว่าหมวดที่ตัวเองต้องการอยู่ชั้นใด โดยมองจากเลขบนพรมเหล่านี้
โดยตัวเลขเหล่านี้สามารถเปลี่ยนได้ในกรณีที่มีการจัดหมวดหนังสือให้หมวดบางหมวดกระเถิบออกไปจากตู้เดิม
ตัวเลขเหล่านี้จะมีการปรับเปลี่ยนซึ่งเป็นที่ถูกอกถูกใจของบรรณารักษ์เป็นอย่างมาก
นอกจากนี้ BMD ยังได้จัดทำ Digital Screen
ในผนังลิฟต์โดยหากมีการปรับเปลี่ยนหมวดหนังสือ (เปลี่ยนป้ายบนพรม)
ก็จะมีการ update ใน Main Computer
ของห้องสมุด และจะไปปรากฏบน Screen
ตัวนี้ทำให้คนที่ไปหาหนังสือไม่สับสน
อีกประเด็นของทางลาดหรือ Ramp
อันเป็นที่ชื่นชมของคนทั่วไปคือการที่เป็นโครงสร้างที่ไม่จัดจ้านหรือดูโดดเด่นจนเกินไป
จากคอนเซ็ปต์เดิมที่วางไว้นั้น ต้องการให้หนังสือเป็นพระเอก ดังนั้นตัว Ramp
ที่ออกแบบจริงเป็นโครงสร้างที่โปร่ง สีหม่นๆ
กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อม โดยดูเผินๆ เหมือนจะไม่ได้อยู่ที่นั่นด้วยซ้ำ
ข้อสังเกตจากผู้เขียนและผู้ใช้สอยอื่นๆ
ผู้ที่เข้ามาใช้ห้องสมุดแห่งนี้ หลายๆ คนยังหลงทางอยู่
อาจจะเห็นหมวดหนังสือได้ง่ายๆ จากที่ไกลๆ แต่ไปที่หนังสือยากต้องหาวิธีเดินออกจาก
Spiral และถ้าออกไม่ได้ก็ต้องไปใช้บันไดเลื่อนซึ่งก็ไม่มีบันไดลง
มีแต่บันไดขึ้น ถ้าจะใช้ลิฟต์ก็รอนานหน่อย หลายๆ คนที่มาเป็นครั้งแรก
ขึ้นบันไดเลื่อนไปจนถึงชั้นบนสุดไปเจอชั้นหนังสืออ้างอิง
แล้วก็ถามเจ้าหน้าที่เป็นประจำว่า หนังสืออื่นๆ อยู่ที่ไหน
ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะชี้ไปได้สิ่งที่ยากก็คือตัวลักษณะของทางลาดเองที่เป็น
Major Solution
ของโจทย์นี้ที่ทำให้คนไม่สามารถเห็นความชัดเจนได้ว่า
ชั้นแต่ละชั้นแบ่งแยกกันเด็ดขาดที่ตรงไหน ซึ่งในกรณีนี้ BMD
ก็ขอรับเป็นเจ้าภาพในการทำเพิ่มเติมเพราะเป็นเรื่องปกติของนักออกแบบสัญลักษณ์
(Signage Designer)
เช่นเดียวกับสถาปนิกว่าจะต้องมีขั้นตอนของการประเมินผลหลังจากที่ผู้เข้าใช้อาคารแล้ว
(Post Occupancy Evaluation) ว่าจะมีปัญหาใหม่ๆ
ที่คาดไม่ถึงโผล่ขึ้นมาหรือไม่ ในกรณีของห้องสมุดแห่งนี้ BMD
ได้ไปสำรวจและสังเกตการณ์เกี่ยวกับพฤติกรรมที่สับสนของผู้ใช้สอย
(หาหนังสือหรือทางออกไม่เจอ)
และแนวทางแก้ปัญหาชั่วคราวของบรรณารักษ์ (การเอาป้ายนำทางที่เป็นกระดาษมาติดเองเพื่อช่วยนำทางคน)
ซึ่งจะมีการออกแบบแก้ปัญหากันต่อไป
แต่จากการสำรวจเบื้องต้นก็พบแล้วว่า
ถึงแม้ในครั้งแรกคนที่มาเยี่ยมชมจะมีการหลงทิศทางไปบ้าง
แต่จากการที่มาบ่อยมากขึ้นจะพบทางสัญจรที่เป็นทางที่ตัวเองโปรดปรานและจะเป็นทางเดินที่แตกต่างกันออกไปเช่น
จะขึ้นบันไดเลื่อนไปข้างบนแล้วเดินลงมา หรือจะขึ้นลิฟต์ไปแล้วเดินลงมา
หรือจะเดินไปตรงๆ แล้วไปลงลิฟต์ก็แล้วแต่ แต่จะไม่เหมือนกัน
แต่หลายคนก็ให้ความเห็นเหมือนกันว่าถ้าเข้าใจระบบทางเดินแล้วจะหาหนังสือได้เร็วขึ้นประมาณ
๓ เท่าจากปกติ และตัวเลขการยืมหนังสือออกที่มากขึ้นถึง ๕๗% จากอัตราของห้องสมุดเก่า
ก็คงจะเป็นข้อพิสูจน์ถึงความสำเร็จของห้องสมุดใหม่แห่งนี้ได้เป็นอย่างดี
ทั้งหมดนี้คือ Experiment หรือการทดลอง
เพราะนี่คือการเปลี่ยนแปลง
เป็นการนำเสนอสิ่งใหม่ที่ผลักดันให้ทุกคนที่เข้ามาใช้ต้องปรับตัวเองออกไปจากความเคยชินของห้องสมุดรูปแบบเดิมๆ
ผู้ที่มาเยี่ยมชมทุกคนกำลังเรียนรู้การใช้อุปกรณ์ชิ้นใหม่ที่ไม่เคยมีการผลิตมาก่อน
ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดีนั้นการที่จะต้องมานั่งอ่านคู่มือเพื่อศึกษาการใช้ก็ก่อให้คนหงุดหงิดได้ทั้งสิ้น
คนที่เคยขี้เกียจไปวิ่งออกกำลังกายก็บ่นว่าเหนื่อย คนที่เคยร่างกายแข็งแรง
ไปดื่มเหล้าสูบบุหรี่ทุกวันก็เหนื่อยเหมือนกัน
ผลระยะยาวเท่านั้นที่จะตัดสินได้ว่าใครเป็นอย่างไร
(แปลและเรียบเรียงผ่านข้อมูลหลักจากนิตยสาร Metropolis
ฉบับเดือนตุลาคม ปี ๒๐๐๔)
หน้า 22
http://www.matichon.co.th/art/art.php?srctag=0622010948&srcday=2006/01/01&search=no